มินิรีวิว 5 ฟีเจอร์หลักบน Android 9.0 Pie

2018-08-07

ในที่สุดก็ Google ก็ปล่อยแอนดรอยด์ 9.0 ตัวจริงออกมา พร้อมประกาศชื่อว่า Android Pie โดยตอนนี้มีอัพเดตแล้วบน Pixel และ Essential Phone ก่อนที่รุ่นอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการอย่าง Nokia 7 plus, OnePlus 6, Oppo R15 Pro, Sony Xperia XZ2, Vivo X21, Xiaomi Mi Mix 2S น่าจะอัพเดตไล่ๆ ตามกันมา

ถึงแม้ Blognone จะเคยรายงานฟีเจอร์ใหม่ๆ บน Android Pie ตอนเปิดตัวในงาน Google I/O รวมถึงตามบทความต่างๆ ไปบ้างแล้วตลอดช่วง Developer Preview ที่ผ่านมา แต่ในเมื่อตัวจริงถูกปล่อยออกมาแล้ว บทความนี้จะขอสรุป 5 ฟีเจอร์เด่นบนแอนดรอยด์รุ่นใหม่นี้อีกครั้งครับ

alt="Screen Shot 2561-08-07 at 10.11.16"

ยุคของการสั่งงานด้วย Gesture

ถึงแม้หน้าตาหรือ UI ในภาพรวมของ Android Pie จะไม่แตกต่างจาก Android Oreo มากนัก ทว่าการเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่ชัดที่สุดคือการยกเครื่องแถบ Navigation Bar จากที่มี 3 ปุ่มที่เราคุ้นเคย กลายเป็นเหลือเพียงปุ่มโฮม ที่กลายหน้าเป็นวงรี ขณะที่ปุ่ม back จะปรากฎขึ้นมาเฉพาะเมื่อสามารถกด back กลับไปได้เท่านั้น

เมื่อปุ่มหายไป สิ่งที่เข้ามาแทนคือ gesture หรือการสั่งคำสั่งด้วยท่าทาง อย่างการปาดขึ้นจากขอบล่าง จะเข้าสู่หน้า Recent Apps ที่สไลด์แอปไปด้านข้างแทน และหากต้องการเปิด App Drawer ก็ต้องปาดจากขอบล่างขึ้นอีกครั้ง

ถึงแม้ตอนนี้บน Pixel/Pixel 2 ทาง Google จะให้เลือกได้ว่าจะใช้ gesture แบบใหม่นี้หรือเลือกจะใช้ Navigation Bar แบบเก่า ทว่าล่าสุด Google ยืนยันแล้วว่า Pixel 3 จะบังคับใช้งาน Gesture แต่เพียงอย่างเดียวด้วย เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค Gesture อย่างเต็มตัว

No Description

Adaptive Battery

นิยามหลัก Android Pie คือความเป็นระบบปฏิบัติการ AI ที่นำ Machine Learning มาเรียนรู้และปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนมากที่สุด ซึ่งหนึ่งในฟีเจอร์สำคัญที่ Machine Learning เข้ามามีบทบาทคือแบตเตอรี หลัง Google พยายามมาตลอด ตั้งแต่ฟีเจอร์ Doze บน Marshmallow หรือ Wise Limits บน Oreo แต่ก็ดูยังมีปัญหาอยู่ประปราย

ฟีเจอร์นี้ได้ AI จาก DeepMind มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานแอปต่างๆ บนเครื่อง ก่อนจะแยกเป็นแอปที่ใช้งานบ่อยและแอปที่นานๆ ใช้งานที รวมถึงคาดเดาว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เรามีแนวโน้มจะใช้แอปไหนและไม่ใช้แอปไหน ก่อนที่จะจำกัดการทำงานของแอปที่เราไม่น่าจะใช้ ซึ่งจะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ จากการเก็บข้อมูลในแรมหรือการประมวลผลไปได้

No Description

ส่วนคนที่กังวลเรื่องความเป็นส่วน Google ยืนยันว่า กระบวนการเรียนรู้ของ AI จาก DeepMind จะเกิดขึ้นบนเครื่อง ไม่ใช่คลาวด์

Can I have some ‘Slices’ of Pie?

Slices คือฟีเจอร์ที่สามารถแสดงผล “ส่วนหนึ่ง” ของแอปได้จากหน้าค้นหาบน Launcher, Google App หรือจาก Google Assistant ทำให้สามารถเรียกคำสั่งจากแอปหนึ่งๆ ได้โดยไม่ต้องเปิดแอปเลย อาทิ หากเสิร์ชคำว่า Bangkok นอกจากข้อมูลทั่วไปหรือสภาพอากาศแล้ว จะมีภาพที่ถ่ายในกรุงเทพจาก Google Photos ขึ้นมาให้ด้วย หรือจากตัวอย่างที่ Google ยกขึ้นมาตอนเปิดตัว อย่างการเสิร์ชแอป Lyft ก็จะมีตัวเลือกกดเรียกรถกลับบ้านหรือเรียกไปที่ทำงานผ่าน Lyft ได้เลย

No Description

อีกหนึ่งฟีเจอร์คล้ายๆ กันคือ App Action ที่อาศัยพลัง AI คาดเดาคำสั่งที่เราน่าจะทำผ่านแอปหนึ่งๆ แล้วแสดงมาให้เลยผ่าน Launcher เช่น เสียบหูฟังเข้าโทรศัพท์ ก็จะปรากฎเพลย์ลิสต์ของนักร้องคนโปรดผ่าน Spotify มาให้ ทว่าจากที่ลองใช้งานมาใน Developer Preview พบว่าแทบไม่เคยกดใช้ App Action เลย เพราะไม่เคยตรงความต้องการหรือโจทย์ของเราตอนนั้นๆ เลย

No Description

ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้น

ประเด็นเรื่องแอปบางตัว อาจแอปดักฟังหรือบันทึกข้อมูลผ่านกล้องโดยที่เราไม่รู้ตัวนั้น เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึง กังวลและกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดไปเลยก็มี ทว่าปัญหานี้น่าจะหมดไปและไม่น่าถูกหยิบมาถกเถียงกันได้อีกแล้ว เมื่อ Android Pie จะจำกัดการเข้าถึงเซ็นเซอร์ต่างๆ อาทิ กล้องและไมโครโฟน ของแอปที่ไม่ได้ถูกเปิดขึ้นมาใช้ เรียกได้ว่า แอปที่อยู่เบื้องหลังจะไม่สามารถทำอะไรลับๆ ล่อๆ โดยที่เราไม่รู้ได้อีกแล้ว

นอกจากเรื่องความเป็นส่วนตัวแล้ว ความปลอดภัยบน Android Pie ก็เพิ่มมากขึ้นด้วยการบังคับให้แอปต้องเชื่อมต่อผ่าน DNS over TLS ด้วย

ติดสมาร์ทโฟนนัก ก็พักหน่อย

บริษัทอินเทอร์เน็ตหลายเจ้าเริ่มหันมาสนใจการติดสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ และเสนอฟีเจอร์ช่วยลดการใช้งานลง ซึ่งบน Android Pie ก็มีฟีเจอร์นี้ที่เรียกว่า Digital Wellbeing ซึ่งประกอบไปด้วยฟีเจอร์ย่อยๆ ได้แก่

  • Dashboard โชว์ระยะเวลาที่เราใช้งานสมาร์ทโฟน แยกเป็นรายแอพ รวมถึงสถิติข้อความเตือนที่ได้รับในแต่ละวัน
  • App Timer กำหนดระยะเวลาในการใช้แอพแต่ละตัวได้ หากแอปตัวไหนหมดเวลา สีของไอคอนจะเปลี่ยนเป็นสีเทา
  • Do Not Disturb โหมดไร้การรบกวนใดๆ ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด รวมถึงไม่แสดงขึ้นมาเตือนบนหน้าจอด้วย แต่ก็ยังอนุญาตให้คนสำคัญโทรมาได้เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน
    Wind Down โหมดก่อนนอน จะลดสีของหน้าจอลงเหลือเป็นขาวดำ และเปิดการทำงานของ Night Light กับ Do Not Disturb เมื่อถึงเวลาเข้านอน เพื่อให้รู้ตัวว่าได้เวลานอนแล้ว

อย่างไรก็ตาม Digital Wellbeing ยังเป็นเพียงเวอร์ชันเบต้าเท่านั้นและจะปล่อยทดสอบเฉพาะผู้ใช้ Pixel ที่รัน Android Pie ก่อน หากใครสนใจสามารถไปลงทะเบียนได้ที่นี่

No Description