แอพ Twitter โฉมใหม่บน Windows 10 เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วทาง Microsoft Store

Twitter เปิดให้ดาวน์โหลดแอพใหม่อย่างเป็นทางการสำหรับผู้ใช้ Windows ทั้งเดสก์ท็อปและมือถือ โดยแอพของ Twitter ถูกพัฒนาใหม่ทั้งหมดบน Progressive Web App (PWA) ตามที่เคยทีเซอร์ไปก่อนหน้านี้

แอพใหม่ของ Twitter ได้พัฒนาให้รองรับ Windows 10 April 2018 Update ซึ่งเป็นอัพเดตล่าสุดของ Windows 10 แล้ว พร้อมกับฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ร้องขอมาจำนวนมาก เช่น ทวีต 280 ตัวอักษร, แท็บ Explore, บุ๊กมาร์กทวีตไว้สำหรับอ่านภายหลัง, ปรับปรุงการใช้งานกับ screen reader เป็นต้น โดย Twitter มีแผนอัพเดตฟีเจอร์อื่นเพิ่มเติมในอนาคตด้วย เช่น โหมดกลางคืน

Twitter แจ้งว่าผู้ใช้แอพ Windows จะต้องอัพเดตแอพเป็นเวอร์ชันใหม่ โดยตอนนี้แอพเวอร์ชันเดิมจะไม่สามารถดาวน์โหลดได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และจะเลิกซัพพอร์ตตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้ ส่วนผู้ใช้ Windows 8.1 หรือเก่ากว่าที่ไม่สามารถอัพเดตแอพได้ จะต้องอัพเกรดไปใช้ Windows 10 หรือไม่ก็ต้องใช้งานผ่านเว็บไซต์ twitter.com แทน

แอพ Twitter ใหม่สามารถดาวน์โหลดได้แล้วทาง Microsoft Store

ที่มา – Twitter

No Description

[ลือ] Grab กำลังเจรจารับเงินเพิ่มทุนอีก 1 พันล้านดอลลาร์ ทำให้มูลค่ากิจการสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์

The Wall Street Journal รายงานว่า Grab กำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจาเพื่อรับเงินเพิ่มทุนรอบใหม่อีก 1 พันล้านดอลลาร์ ซึงถือเป็นการเพิ่มทุนรอบที่ 8 และทำให้กิจการอาจมีมูลค่าสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามการเจรจายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ตัวเลขจึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ปัจจุบัน Grab ซึ่งได้ซื้อกิจการ Uber ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไป มีการดำเนินงานอยู่ใน 8 ประเทศ และมีมูลค่ากิจการล่าสุดราว 9 พันล้านดอลลาร์ หลังควบรวมกับ Uber โดยนอกจากธุรกิจรถแท็กซี่แล้ว Grab ยังมีอีกสองขาธุรกิจคือ Mobile Payment และบริการส่งอาหารในบางประเทศ

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Grab ยังต้องการเงินทุนสนับสนุน เนื่องจากการแข่งขันจาก Go-Jek คู่แข่งจากอินโดนีเซีย ซึ่งวางแผนขยายสู่ตลาดในภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

ที่มา: WSJ

alt="Grab"

Project Zero รายงานค่าสู่ของลินุกซ์ช่วงเริ่มบูตไม่ปลอดภัย เป็นหนักในรุ่น 4.14 ขึ้นมา

Project Zero วิเคราะห์ระบบสร้างค่าสุ่มของเคอร์เนลลินุกซ์ และพบว่าอ่อนแอกว่าที่ออกแบบไว้อย่างมากเมื่อผู้ใช้เริ่มขอค่าสุ่มตั้งแต่ระบบเริ่มบูตใหม่ๆ

ปัญหาหนึ่งคือมีการล้างค่าเริ่มต้นการสุ่มออกเมื่อเริ่มต้นระบบสร้างค่าสุ่ม และผู้ใช้ส่วนมากก็ไม่ได้รอให้ระบบบูตไปนานเพียงพอ แต่เริ่มขอค่าสุ่มทันทีที่ ฟังก์ชั่น crng_ready() เป็นจริง แต่ฟังก์ชั่นนี้มีข้อจำกัดที่หลายกรณีกลับไม่ได้เตรียมค่าสุ่มไว้เพียงพอ โดยตรวจเพียงว่าแหล่งเริ่มต้นค่าสุ่มนั้นได้รับมาครบ 64 ไบต์หรือไม่ โดยแหล่งเริ่มต้นค่าสุ่มได้แก่ ตาราง DMI, อาร์กิวเมนต์คำสั่งเคอร์เนล, ค่า MAC, หมายเลข USB ในบางกรณีการอ่านค่าจากตาราง DMI อย่างเดียวก็มีขนาดเกิน 64 ไบต์ ทำให้ระบบคิดว่าค่าสุ่มปลอดภัยแล้ว แต่ในความเป็นจริงค่าสุ่มกลับยังไม่ปลอดภัยเพียงพอ

ทางผู้ดูแลเคอร์เนลปรับแก้โค้ดใน git แล้ว โดยเพิ่มความรัดกุมใน crng_ready() ให้สูงขึ้น อย่างไรก็ดี การโจมตีในระบบใหม่ๆ อาจจะจำกัดพอสมควร เพราะระบบใหม่ๆ มักเปิด ASLR ซึ่งทำให้มีอินเทอร์รัปต์สร้างความสุ่มให้ระบบ, มีคำสั่ง RDRAND ที่ดึงค่าสุ่มที่แท้จริง (True Random Number Generator – TRNG) เป็นฮาร์ดแวร์, ตลอดจนความร้อนในห้องและการปรับความเร็วซีพียูล้วนเพิ่มความสุ่มได้ทั้งสิ้น

ที่มา – Project Zero

Fedora 28 ออกแล้ว เพิ่มฟีเจอร์ Modular Server ติดตั้งซอฟต์แวร์ได้หลายเวอร์ชันพร้อมกัน

Fedora ออกเวอร์ชัน 28 ตามรอบการออกทุก 6 เดือน ของใหม่ได้แก่

  • Fedora 28 Workstation อัพเดตเป็น GNOME 3.28, รองรับ third-party repository สำหรับซอฟต์แวร์ภายนอกที่ติดเรื่องสัญญาอนุญาต ไม่สามารถผนวกเข้ามาอยู่ในดิสโทรได้ เช่น ไดรเวอร์ NVIDIA, Steam, Chrome
  • Fedora 28 Atomic เพิ่มฟีเจอร์ automatic update ช่วยลดงานของแอดมิน แต่ยังปิดไว้เป็นค่าดีฟอลต์

แต่ฟีเจอร์สำคัญจริงๆ ไปอยู่ที่ Fedora 28 Server โดยเพิ่ม Modular Server ที่เลื่อนมาจาก Fedora 27

No Description

Modular Server ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเวอร์ชันของซอฟต์แวร์ไม่ตรงกัน เช่น นักพัฒนาอาจต้องการใช้ Node.js เวอร์ชันใหม่ที่สุด แต่ในการรันงานจริงอาจต้องการเวอร์ชันเก่าที่ทดสอบแล้ว

ทางออกของ Fedora คือตัวดิสโทรมาพร้อมซอฟต์แวร์เวอร์ชันเสถียรที่ใหม่ที่สุดเหมือนเดิม แต่เพิ่ม repository แบบใหม่ที่เรียกกว่า AppStream หรือ Application Stream ให้เลือกติดตั้งซอฟต์แวร์เวอร์ชันอื่นได้ด้วย (ดูภาพประกอบ)

No Description

ตัวอย่างเช่น Fedora 26 มาพร้อมกับ Node.js เวอร์ชัน 6 ส่วน Fedora 27 ใช้ Node.js เวอร์ชัน 8 แต่ภายใต้แนวคิด Modular Server เราจะมี AppStream ให้เลือกทั้งเวอร์ชัน 6 และ 8

No Description

Fedora จะซัพพอร์ต AppStream ของแต่ละเวอร์ชันให้ช่วงเวลาหนึ่งที่แตกต่างกันไป (เช่น LTS อาจซัพพอร์ตได้นานกว่า) แต่ใช้ได้นานกว่าหนึ่งรอบการออกดิสโทรใหม่ ทำให้ตัวดิสโทรหลักสามารถอัพเดตได้อย่างไม่ต้องพะวง ส่วนคนที่ยังต้องใช้ของเก่าก็สามารถใช้งานได้ผ่าน AppStream

No Description

สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ยังสามารถใช้ repository หลัก (traditional base repository) ได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม ส่วนคนที่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชันพิเศษก็เลือกใช้ได้จาก AppStream (modular repository) ได้แบบไม่ต้องปะปนกัน รายละเอียดดูได้จาก What is Modularity

ที่มา – Fedora, Fedora Workstation

JFIN Coin เปิดซื้อขายวันแรก ราคาต่ำสุดเหลือเพียง 3 บาท ล่าสุดกลับขึ้นมา 4.9 บาท

JFIN ประกาศทำ ICO ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้จะให้บริการระดมทุนโดย TDAX แต่ก็ยังไม่สามารถซื้อขายในตลาดเปิดได้เนื่องจาก TDAX หยุดการซื้อขาย ICO เพื่อรอระเบียบจากกลต. วันนี้ทาง JFIN ก็เข้าซื้อขายในตลาด Coin Asset เรียบร้อยแล้วเป็นตลาดแรก และราคานับแต่ซื้อขายมาก็อยู่ในแดนลบโดยตลอด จากราคาช่วง ICO ที่อยู่หน่วยละ 6.6 บาท

ราคาสูงสุดที่ซื้อขายได้ในตลาด Coin Asset อยู่ที่ 6.45 บาท และต่ำสุดอยู่ที่ 3.00 บาท หรือไม่ถึงครึ่งของราคาช่วง ICO โดยราคาล่าสุดที่เขียนข่าวนี้อยู่ที่ 4.90 บาท

ตัวโทเค็น JFIN มีปริมาณรวม 300 ล้านหน่วย โดยขายระดมทุนมาเพียง 100 ล้านหน่วย ล็อตต่อไปที่จะปลดล็อกออกมาคือ 20 ล้านหน่วยของกลุ่ม Jaymart ที่จะปลดออกมาเดือนตุลาคมนี้ ถัดไปเป็นหน่วยของทีมงาน, ที่ปรึกษา, และพันธมิตร อีก 10 ล้านหน่วยในเดือนเมษายน 2019 ที่เหลือจะปลดล็อกทั้งหมดเดือนตุลาคม 2019

ที่มา – Coin Asset

No Description

GitHub แจ้งผู้ใช้พบบั๊กในฟังก์ชันรีเซ็ตพาสเวิร์ด เก็บรหัสเป็น plaintext, ยืนยันไม่รั่วไหลไม่ถูกแฮ็ก

GitHub ได้ส่งแจ้งอีเมลผู้ใช้บางคน เรื่องการค้นพบบั๊กในฟังก์ชันรีเซ็ตพาสเวิร์ด ที่เก็บพาสเวิร์ดในรูปของ plaintext ในล็อกของบริษัท โดย GitHub ยืนยันว่ามีเพียงพนักงานไม่กี่คนเข้านั้นที่เข้าถึงล็อกนี้ได้ และข้อมูลนี้ไม่รั่วไหลไปถึงภายนอกหรือผู้ใช้คนอื่นๆ

GitHub ยืนยันว่าปกติแล้ว รหัสผู้ใช้ถูกเข้ารหัสด้วยอัลกอริทึมแฮส bcrypt และมีเพียงผู้ใช้ไม่กี่รายที่รีเซ็ตพาสเวิร์ดเมื่อเร็วๆ ที่เท่านั้นที่เจอกับบั๊ก และถูกเก็บในรูป plaintext ส่วนการค้นพบครั้งนี้ เป็นการค้นพบจากการตรวจสอบเซิร์ฟเวอร์ตามรอบปกติ ไม่ได้ถูกแฮ็กใดๆ ทั้งสิ้น

แม้จะกระทบผู้ใช้จำนวนน้อยและข้อมูลไม่รั่วไหลออกสู่สาธารณะ แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ในการรับมือปัญหา ที่อย่างน้อยๆ ตื่นตัวด้วยการแจ้งผู้ใช้ กรณีที่การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้เกิดความผิดพลาด

ที่มา – BleepingComputer

No Description

Topics: 

Snapchat ไตรมาสล่าสุด จำนวนผู้ใช้งาน 191 ล้านคน โตเพียง 2%

Snap บริษัทแม่ของแอพ Snapchat รายงานผลประกอบการของไตรมาส 1/2018 รายได้เพิ่มขึ้น 54% จากปีก่อนเป็น 230.67 ล้านดอลลาร์ สุทธิแล้วขาดทุน 385.79 ล้านดอลลาร์

การเติบโตของผู้ใช้งานกลายเป็นปัญหาของ Snapchat โดยมีผู้ใช้งานประจำทุกวัน (DAUs) 191 ล้านคน โตเพียง 2% จากไตรมาสก่อนหน้า 4/2017 แต่ก็โต 15% หากเทียบกับปีก่อน ส่วนรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งานก็ลดลง 21% จากไตรมาส 4/2018

ซีเอฟโอ Drew Vollero กล่าวว่า Snap มีแผนจะเร่งการเติบโตในไตรมาส 2 นี้ เพื่อชดเชยการเติบโตที่ไม่สูงของไตรมาส 1

ที่มา: Business Insider

alt="Snapchat DAUs"

Dell Technology World 2018 วันที่สอง: 5 ปัจจัยที่เร่งการเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัล, เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

ในงาน Dell Technologies World 2018 วันที่สอง เนื้อหาเป็นการพูดถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เดลล์นำเสนอ เพื่อให้ลูกค้าได้เข้าสู่ Digital Transformation อย่างสมบูรณ์ ในชื่อหัวข้อว่า Power up to make IT real โดยในช่วงเช้าเป็นคีย์โน้ตที่นำเสนอโดย Jeff Clarke รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการดำเนินงานของเดลล์

Jeff Clarke เริ่มต้นโดยบอกว่า Dell EMC เป็นบริษัทเดียวในอุตสาหกรรมไอทีตอนนี้ ที่มีผลิตภัณฑ์นำเสนอตามเส้นทางข้อมูลครบตั้งแต่จาก Edge ไป Core และไป Cloud คีย์โน้ตเริ่มต้นโดยเขาพูดถึง 5 เทรนด์ใหญ่ในโลกเทคโนโลยีที่กำลังเร่งให้เราเข้าสู่ Digital Tranformation ได้แก่

alt="Jeff Clarke"

1. การเปลี่ยนผ่านของคนทำงาน

Clarke บอกว่าคนทำงานรุ่นใหม่เติบโตมากับยุคดิจิทัลมาตั้งแต่ต้น คนเหล่านี้มีวิธีการทำงานในรูปแบบใหม่ มองการทำงานเป็นเรื่องของสิ่งที่ทำ ไม่ใช่สถานที่ที่ทำ ทำให้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทำงานเป็นสิ่งสำคัญมาก 44% ของคนเหล่านี้พร้อมลาออกทันทีถ้าองค์กรไม่ได้ให้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ส่วน 82% บอกว่าพวกเขาเลือกองค์กรทำงานโดยดูจากเทคโนโลยีที่ใช้

ยังมีข้อมูลอีกว่า สื่อผสมจะมีการนำ AR/VR มาใช้กันมากขึ้น ประเมินว่า 20% ขององค์กรจะใช้ AR/VR ในปี 2020

2. Internet of Things

Clarke บอกว่าเราจะเข้าสู่ยุคของข้อมูลมีในทุกที่ทุกหนแห่ง ทำให้กระบวนการจัดการข้อมูลจะกระจายจากศูนย์กลางมากขึ้น Edge จะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ คือรถยนต์อัตโนมัติควรตัดสินใจเบรกกะทันหันเมื่อมีคนตัดหน้าได้เลย (โดยประมวลผลที่ edge) เพราะหากต้องติดต่อที่ระดับอื่นจะมีความเสี่ยงเรื่อง latency

3. การใช้ Cloud หลากหลายแบบ

ประเด็นนี้เดลล์ได้พูดถึงตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าจากเดิมที่องค์กรผลักดันการทำงานขึ้นไปสู่ Public Cloud ตอนนี้องค์กรกว่า 50% เริ่มมีการใช้คลาวด์ผสมผสานแล้ว มีการนำงานบางส่วนกลับมาใน Private Cloud ทำให้มีความต้องการระบบที่บริหารจัดการคลาวด์ในหลายระดับ, การบริหารจัดการหน่วยความจำ, การจัดการระบบป้องกันข้อมูล ตลอดจนการหาสมดุลค่าใช้จ่ายคลาวด์ มีเพิ่มมากขึ้น

4.ซอฟต์แวร์กำหนดทุกสิ่ง

ในยุคถัดไปฮาร์ดแวร์จะถูกกำหนดมาตรฐาน แล้วมีซอฟต์แวร์ที่ปรับแต่งเฉพาะงานในการใช้งาน เช่นเดียวกับประเด็น SDN ที่มีการพูดถึงในวันแรก โดย Clarke บอกว่า NVMe และ SCM (Storage Class Memory) จะเป็นปัจจัยสำคัญในยุคของ Software-defined นี้

5. AI และ Machine Learning

ประเมินว่า 71% ของแอพในองค์กรจะมีการใช้ AI ในปี 2021 เนื่องจาก AI เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจดำเนินงานได้รวดเร็วมากขึ้น ในภาคการผลิต AI จะเข้ามาช่วยประเมินอัตราการสูญเสีย และชี้สาเหตุปัญหาได้เร็วมากขึ้น ส่วน Machine Learning จะมีบทบาทในกระบวนการซัพพลายเชน

เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่

มีผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Dell EMC ที่ประกาศในงานดังนี้

  • PowerEdge R940xa เซิร์ฟเวอร์ 4U เพื่อการประมวลผลที่ต้องการความเร็วสูงมาก รองรับการใส่ CPU และ GPU ในอัตรา 1:1 สูงสุด 4 ซีพียูอินเทล และ 4 GPU หรือ 8 FPGA ใส่ดิสก์ได้สูงสุด 32 ตัว

alt="R940xa"

  • PowerEdge R840 เซิรฟ์เวอร์ 2U รองรับสูงสุด 4 ซีพียู, 2 GPU หรือ 2 FPGA เหมาะสำหรับงานด้าน Analytics ส่วนพื้นที่หน่วยความจำรองรับดิสก์ NVMe สูงสุด 24 ตัว

alt="R840"

  • Dell EMC PowerMax Storage Array ที่ทำงานได้เร็วที่สุดในโลก เพื่อการทำงานสำหรับศูนย์ข้อมูลสมัยใหม่ สถาปัตยกรรม NVMe แบบ end-to-end และมีส่วน Machine Learning แบบเรียลไทม์ IOPS สูงสุด 10M เร็วกว่าคู่แข่งมากกว่า 2 เท่า เริ่มจำหน่ายทั่วโลกในไตรมาส 2 ของปี 2018

alt="Dell EMC PowerMax"

Apple ไตรมาสล่าสุด ยอดขาย-กำไรยังเติบโต, ซีอีโอยืนยัน iPhone X ขายดีที่สุด

แอปเปิลรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ตามปีการเงินบริษัท 2018 (มกราคม-มีนาคม) มีรายได้รวม 61,173 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว และมีกำไรสุทธิ 13,822 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 25% ส่วนยอดขายในตลาดต่างประเทศ คิดเป็น 65% ของยอดขายรวม

ท่ามกลางกระแสข่าวว่า iPhone มียอดขายไม่ดีนัก แต่ซีอีโอ Tim Cook ก็แถลงว่านี่เป็นไตรมาสเดือนมีนาคมที่ดีที่สุดของแอปเปิล โดยมีรายได้เติบโตแข็งแกร่งทั้งจาก iPhone, ธุรกิจบริการ และสินค้าอุปกรณ์สวมใส่ เขายังบอกว่าลูกค้าเลือกซื้อ iPhone X มากกว่า iPhone ทุกรุ่นในแต่ละสัปดาห์ของไตรมาสที่ผ่านมา เฉกเช่นเดียวกันเมื่อไตรมาสเดือนธันวาคม นอกจากนี้รายได้ในทุกภูมิภาคก็มีการเติบโต โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น ที่โตมากกว่า 20%

iPhone รวมทุกรุ่น ไตรมาสที่ผ่านขายได้ 52.217 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน แต่ถ้าคิดเป็นรายได้ก็เพิ่มถึง 14% ส่วน iPad ขายได้ 9.113 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 2% และรายได้เพิ่ม 6% ที่น่าสนใจคือกลุ่มธุรกิจบริการ (Apple Music, iTunes, Apple Pay ฯลฯ) มีรายได้ 9,190 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 31%

ในช่วงแถลงผลประกอบการ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมดังนี้

  • Tim Cook บอกว่านี่เป็นไตรมาสที่แอปเปิลมีการเติบโตต่อเนื่องติดต่อกัน เป็นไตรมาสที่ 6 แล้ว
  • รายได้จากธุรกิจอุปกรณ์สวมใส่เติบโตถึง 50%
  • Apple Watch ระดับตัวเลขสองหลัก
  • Tim Cook ตอบคำถามเรื่อง iPhone X ราคาสูงว่าจะยังคงราคานี้ต่อไปหรือไม่ว่า การที่ iPhone X ขายดีที่สุดก็เป็นเครื่องยืนยันแล้ว ว่าลูกค้าชื่นชอบผลิตภัณฑ์นี้ อย่างไรก็ตามกลุ่มสินค้า iPhone จะมีหลายรูปแบบตามความต้องการที่ต่างกันต่อไป
  • Tim Cook บอกประเด็นสงครามการค้าระหว่างจีนและอเมริกาว่าเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สูง กล่าวคือต่อให้อเมริกาชนะ จีนก็ชนะเช่นกัน และโลกก็ชนะด้วย
  • แอปเปิลทำสถิติยอดขายสูงสุดในอินเดียช่วงสองไตรมาสที่ผ่านมา แต่ตลาดนี้มีความแตกต่าง จึงต้องใช้กลยุทธ์ที่มีความเฉพาะตัว

ที่มา: แอปเปิล และ 9to5Mac

alt="Apple Store"

WhatsApp ประกาศเพิ่มฟีเจอร์ใหม่: สติกเกอร์ และ VDO Call แบบกลุ่ม

ในงาน F8 คืนนี้ WhatsApp ก็ได้ประกาศฟีเจอร์ใหม่บนเวทีเช่นกัน โดยไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก โดยเพิ่มของใหม่ ที่ไม่ใหม่สำหรับแอพแชตอื่นดังนี้

  • VDO Call แบบกลุ่ม โดยในคลิปสาธิตนั้นแสดงให้เห็นว่าสามารถคุยได้พร้อมกัน 4 คน แต่ WhatsApp ก็ไม่ได้บอกว่าสามารถคุยได้สูงสุดเท่าใด
  • สติกเกอร์ ไม่มีรายละเอียดออกมาว่าจะมีให้ใช้งานอย่างไร แต่บอกเพียงจะมีสติกเกอร์เพิ่มในการสนทนา

ฟีเจอร์ทั้งสองยังไม่มีกำหนดวันเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการ WhatsApp บอกเพียงจะออกมาเร็ว ๆ นี้

ที่มา: Facebook

alt="Sticker"

alt="VDO Call Group"

Topics: