GeForce GTX 1650 เปิดตัว จีพียู Turing ที่ราคาถูกที่สุดเพียง 149 ดอลลาร์

ไม่ผิดไปจากความคาดหมายและข่าวลือก่อนหน้านี้ หลังจาก GeForce GTX 1660 เปิดตัว ก็มาถึงคิวของ GeForce GTX 1650 ที่สมรรถนะลดหลั่นกันลงมา ในราคาเริ่มต้นเพียง 149 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,800 บาท)

GeForce GTX 1650 น่าจะเป็นรุ่นเล็กที่สุดใน GeForce ซีรีส์ 16 ณ ตอนนี้ (ยังไม่แน่ชัดว่าเราจะได้เห็น GeForce 1630 หรือไม่ หรืออาจจะต้องรออีกสักพักใหญ่ๆ)

สเปกคือเป็นจีพียูสถาปัตยกรรม Turing รหัส TU117 ซึ่งมีสเปกลดลงจาก TU116 ที่ใช้ใน GeForce 1660/1660 Ti อีกขั้น โดยสมรรถนะลดลงจาก 5 TFLOPS ลงมาเหลือ 3TFLOPS (แต่ยังเยอะกว่า GeForce 1050/1050 Ti รุ่นพี่ตัวก่อนหน้าที่สมรรถนะประมาณ 2TFLOPS) และกินไฟลดลงเหลือ 75 วัตต์ (1660 กินไฟ 120 วัตต์) ทำให้มีความจำเป็นในการต่อแหล่งพลังงานน้อยลง สามารถอัพเกรดจากพีซีเคสเก่าได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนพาวเวอร์ซัพพลาย

จุดเด่นของ GeForce 1650 ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องราคา 149 ดอลลาร์ ที่ลดลงจาก 1660 ที่ตั้งราคา 219 ดอลลาร์อีกเยอะพอสมควร แถมเป็นราคาที่ชนกับ Radeon RX 570 ที่ห่างกัน 1 ยุค และใกล้เคียงกับ GeForce 1050 Ti ที่เปิดตัว 139 ดอลลาร์ ทำให้มันเข้ามาปิดช่องว่างจีพียูรุ่นถูกของ NVIDIA และเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของคนที่อยากอัพเกรดจากจีพียูรุ่นก่อนด้วย

ที่มา – NVIDIA, AnandTech

No Description

Twitter ไตรมาส 1/2019 รายได้-จำนวนผู้ใช้งานเป็นประจำทุกวันเติบโต

Twitter รายงานผลประกอบการของไตรมาสที่ 1 ปี 2019 รายได้รวม 787 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 191 ล้านดอลลาร์

จำนวนผู้ใช้งานเป็นประจำทุกเดือน (MAUs) อยู่ที่ 330 ล้านบัญชี ลดลงจากช่วงเดียวกันในปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 336 ล้านบัญชี แต่เพิ่มขึ้นหากเทียบกับไตรมาส 4/2018 ซึ่งอยู่ที่ 321 ล้านบัญชี ไตรมาสนี้เป็นไตรมาสแรกที่ Twitter รายงานตัวเลขผู้ใช้งานแบบเป็นประจำทุกวันที่สร้างรายได้ (mDAUs – monetizable Daily Active Users) กล่าวคือเป็นนับเฉพาะผู้ใช้งานที่ Twitter สามารถแสดงผลโฆษณาได้เท่านั้น จำนวนอยู่ที่ 105 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 99 ล้านบัญชี

Twitter บอกว่าสิ่งที่จะโฟกัสต่อเนื่อง คือการดูแลแพลตฟอร์มให้ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งาน เน้นการสนทนาให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เพิ่มทีมงานฝ่ายขายทั่วโลก เพื่อเพิ่มรายได้จากโฆษณาให้มากขึ้น

ที่มา: Twitter

alt="Twitter"

Up & Go แนวคิดใหม่ แอปตัวกลาง ที่ให้คนทำงานร่วมเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม

ที่ผ่านมาเราได้เห็นหลายรูปแบบของแพลตฟอร์มตัวกลาง ที่คอยจับคู่คนทำงานกับลูกค้าในเรื่องต่าง ๆ (หรือที่เรียกว่า Uber for X) แพลตฟอร์มเหล่านี้สามารถอธิบายโครงสร้างได้ว่า เจ้าของแพลตฟอร์ม เปิดให้คนทำงานมาลงทะเบียน ลูกค้าก็มาหาจ้างคนทำงาน แพลตฟอร์มจ่ายงานให้คนทำงาน แล้วก็หักเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งกันไป

รูปแบบดังกล่าวถูกเรียกว่า Gig Economy กล่าวคือคนทำงานซึ่งอยู่ตรงกลาง มักมีสถานะเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ ขณะเดียวกันก็ถูกฝ่ายลูกค้าเป็นผู้รีวิวให้คะแนนกำหนดอันดับในการถูกมอบหมายงาน จึงเกิดแนวคิดว่าทำอย่างไรให้คนปฏิบัติงานมีอำนาจในการควบคุมที่มากกว่านี้

alt="Up & Go"

Up & Go เป็นแพลตฟอร์มหาคนทำความสะอาดบ้าน มีแนวคิดให้ผลประโยชน์กลับไปหาคนทำงานมากที่สุด โดยอยู่ในรูปแบบสหกรณ์ คนทำงานทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ มีการคัดคนเข้ามาเป็นคนทำความสะอาดบ้านผ่านกลุ่มตัวแทนต่าง ๆ มีการฝึกอบรมให้มีความเชี่ยวชาญตามมาตรฐาน และสิ่งสำคัญคือการให้คนทำงานร่วมกำหนดราคาที่ตนเองต้องการได้ด้วย ในฝั่งลูกค้าก็เปิดแอปและหาคนมาทำงานตามราคาที่ตนเองต้องการ

ปัจจุบัน Up & Go ยังเป็นสตาร์ทอัพขนาดเล็ก มีให้บริการเฉพาะในเมืองนิวยอร์กเท่านั้น

จุดขายของ Up & Go คือผลประโยชน์ โดยบอกว่าในเงินที่เราจ่ายไปนั้น 5% จะถูกหักกลับไปที่แพลตฟอร์ม (3% ค่าดำเนินการ และ 2% ค่าพัฒนาดูแลระบบ) 95% ที่เหลือจะกลับไปที่คนทำงาน แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นที่มีนักลงทุนหนุนหลัง ทำให้ต้องเร่งการเติบโต เน้นตัวเลขกำไร ซึ่งเงินถึง 20-50% จะถูกหักกลับไปที่แพลตฟอร์ม ส่วนที่เหลือถึงกลับมาหาคนทำงาน ทำให้รายได้บนนั้นน้อยกว่า

แนวคิดแบบ Up & Go นั้นอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต แพลตฟอร์มแนวหาคนทำงาน เริ่มต้นจากการใช้เทคโนโลยีช่วยจับคู่ค้นหางานกับลูกค้า โดยผู้สร้างแพลตฟอร์มอาศัยความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี ซึ่งคนทำงานไม่มีความรู้เรื่องนี้ แต่ปัจจุบันคนทำงานก็พอที่จะรวมกันสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาเอง กำกับดูแลกันเองได้ ความยากในการสร้างแอปหรือแพลตฟอร์มก็ลดลงจากอดีต แต่ทั้งนี้รูปแบบแพลตฟอร์มแบบที่คนทำงานร่วมกันเป็นเจ้าของนั้น ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะงานด้วยเช่นกัน

alt="Up & Go"

ที่มา: Wired

Topics: 

แนะนำ Oracle Database Appliance ระบบฐานข้อมูลสำเร็จรูปที่ง่ายกว่า, ถูกกว่า ดูแลทั้งระบบโดยออราเคิล

ระบบฐานข้อมูลเป็นหัวใจของธุรกิจแทบทุกประเภท ประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลมักสะท้อนเป็นประสิทธิภาพในการตอบสนองลูกค้าและความสามารถในการทำกำไรในที่สุด หากระบบฐานข้อมูลมีปัญหาก็จะสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ออกไปถึงผลประกอบการได้เช่นเดียวกัน

องค์กรจำนวนมากเลือกที่จะวางระบบฐานข้อมูลด้วยตัวเอง โดยแยกส่วนต่างๆ ออกจากกันทั้งเซิร์ฟเวอร์, ระบบปฎิบัติการ, เน็ตเวิร์ค, และสตอเรจ แต่ละส่วนอาจดูแลโดยทีมวิศวกรคนละทีมสร้างความซับซ้อนในการวางระบบ, เพิ่มระยะเวลาติดตั้ง, และเมื่อเกิดปัญหาก็ลำบากในการแก้ไข

Oracle Database Appliance หรือ ODA หลอมรวมความซับซ้อนทั้งหมดเข้ามาเป็นระบบเดียวกัน ทดสอบและปรับแต่งให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับซอฟต์แวร์ Oracle Database ทั้งรุ่น Standard และรุ่น Enterprise

No Description

นอกจากนี้ ODA ยังสร้างความได้เปรียบให้กับผู้ใช้งานหลายด้าน เช่น

  • ค่าไลเซนส์ซอฟต์แวร์เริ่มต้นเพียง 1 ใน 10 ODA เปิดให้ผู้ใช้สามารถเปิดใช้ไลเซนส์เริ่มต้นเพียง 1 ใน 10 ของจำนวนคอร์ แล้วปรับเพิ่มได้ตามการใช้งานจริงภายหลัง
  • ลดระยะเวลาเริ่มใช้งาน จากเดิมที่ลูกค้าต้องใช้เวลาติดตั้งแต่ระบบส่วนแยกจากกัน เพียงติดตั้งเข้าตู้แร็คต่อสายไฟและเน็ตเวิร์ค หลังจากนั้น ODA ใช้เพียงผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลคนเดียวเซ็ตอัพ ODA ผ่านหน้าจอ wizard ของ Oracle Appliance Manager ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็พร้อมใช้งาน
  • ลดเวลาซ่อมบำรุง การอัพเดตแพตช์แยกส่วนทั้งเฟิร์มแวร์ของชิ้นส่วนต่างๆ, ระบบปฎิบัติการ, และระบบฐานข้อมูลอาจทำให้ต้องมีการซ่อมบำรุงถึงปีละ 16 ครั้งขึ้นไป แต่ออราเคิลดูแลการซ่อมบำรุงทั้งหมด จัดรอบการอัพเดตให้คาดเดาได้ รวมแพตช์ทุกส่วนเข้ามาเป็นชุดเหลือปีละ 4 รอบเท่านั้น รวมระยะเวลาซ่อมบำรุงในช่วง 3 ปีอยู่ที่ 36 ชั่วโมงเท่านั้น เทียบกับระบบระบบที่ติดตั้งแยกส่วนกันอาจใช้เวลารวมถึง 863 ชั่วโมง แม้แต่ฮาร์ดแวร์ก็มีระบบตรวจสอบความผิดพลาดฮาร์ดแวร์และสามารถแจ้งกลับไปยังออราเคิลเมื่อฮาร์ดแวร์ต้องการการซ่อมบำรุง
  • ทำงานร่วมคลาวด์ได้ง่ายกว่าเดิม Oracle Cloud มีบริการที่เท่าเทียมกับ ODA ทำให้องค์กรสามารถเลือกแนวทางการทำงานร่วมกับคลาวด์ได้หลายรูปแบบ ทั้งการเก็บข้อมูลระยะยาวไว้ในคลาวด์, การโคลนฐานข้อมูลสำรอง และการกู้ฐานข้อมูลขึ้นมาใช้งาน

ใช้งานได้ทั้งระบบขนาดเล็กและใหญ่

Oracle Database Appliance มีให้เลือกถึง 3 ขนาด ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ได้แก่

No Description

  • Oracle Database Appliance X7-2S ขนาดเริ่มต้นที่ 10 คอร์ สตอเรจ 12.8 เทราไบต์ ทำงานแบบ single instance
  • Oracle Database Appliance X7-2M ขนาดกลางที่ 36 คอร์ สตอเรจ 51.2 เทราไบต์ ทำงานแบบ single instance
  • Oracle Database Appliance X7-2-HA สำหรับงานขนาดใหญ่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง ซีพียู 72 คอร์ สตอเรจเลือกได้ระหว่าง SSD 128 เทราไบต์และ HDD ขนาด 300 เทราไบต์ ทำงานได้ทั้ง single instance และเป็นคลัสเตอร์

Oracle Database Appliance เปิดทางให้องค์กรลดต้นทุนการโอเปอร์เรตระบบฐานข้อมูลได้อย่างน้อย 30% (อ่านรายงานการศึกษาโดย Wikibon) เทียบกับการซื้อชิ้นส่วนแยกด้วยตัวเอง ลดการใช้บุคคลากรในการดูแล ขณะที่ยังเปิดทางให้องค์กรสามารถเก็บข้อมูลไว้ในศูนย์ข้อมูลของตัวเองได้ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมของ ODA สามารถติดต่อได้ที่ Mongkol Supatanarat หมายเลขโทรศัพท์ 090-651-0264 และ LINE ตาม QR ท้ายบทความ

No Description

Vine V.2 กลับมาแล้ว ในชื่อใหม่ Byte เพื่อพิสูจน์ความนิยมแอปวิดีโอลูปอีกครั้ง

ถึงแม้ Vine แอปวิดีโอลูปของ Twitter ได้ปิดตัวไปแล้วจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ความนิยมวิดีโอสั้นแบบลูปนั้นจะเห็นว่ายังไม่จางไปไหน อย่างน้อยก็วัดได้จากความนิยมในแอปที่ต่อยอดความสำเร็จอย่าง TikTok (ผู้ใช้งาน 500 ล้านคน) ล่าสุดผู้ก่อตั้ง Vine ก็เลยเตรียมเปิดตัวแอปใหม่ที่เป็นภาคต่อของ Vine

โดย Dom Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง Vine ได้ประกาศเปิดตัวแอปใหม่ชื่อ Byte เขาให้เหตุผลที่กลับมาทำแอปวิดีโอลูปอีกครั้งว่าส่วนหนึ่งเพราะความสำเร็จของ TikTok ที่พิสูจน์ว่าแอปแนวนี้มีคนนิยมใช้งาน แต่สำหรับ Byte เขาจะหาแนวทางใหม่ในการสร้างแอปนี้ให้เติบโตต่อไป

สถานะของ Byte ยังเป็นเบต้าทดสอบแบบปิด โดยมีการส่งคำเชิญไปยังผู้ใช้งานเพียง 100 คน เพื่อดูประสิทธิภาพการใช้งานและบั๊ก ก่อนจะเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสมัครในอนาคต

ที่มา: TechCrunch

alt="Byte"

Topics: 

GRAB เปิด Trip Planner เชื่อมข้อมูลขนส่งสาธารณะเข้ามาช่วยวางแผนการเดินทาง

คนใช้งาน GRAB อาจเห็นปุ่มฟีเจอร์ใหม่ที่ชื่อว่า Trip Planner แล้ว ซึ่งก็คือ ฟีเจอร์วางแผนการเดินทางโดยรถขนส่งสาธารณะนั่นเอง วิธีการใช้งานคือ กดเข้าไปเลือกจุดหมายต้นทางและปลายทาง ระบบจะแสดงข้อมูลขนส่งสาธารณะมาให้ทั้งรถเมล์ เรือ รถไฟฟ้า พร้อมระบุเวลาการเดินทางให้

โดยในฟีเจอร์นี้จะแสดงตัวเลือกเช่น ต้องการเส้นทางที่เดินน้อยที่สุด เปลี่ยนรถน้อยที่สุดก็สามารถเลือกได้ เลือกเวลาที่จะเดินทางได้ด้วย และมีปุ่มให้กดเรียกใช้บริการ GRAB Car และ GRAB Bike ได้โดยตรงกรณีที่ไม่อยากเดินไกล หรือไม่อยากรอรถสาธารณะแล้ว

No Description

โดยรวมแล้วความสามารถไม่ต่างจากใช้ Google Maps แต่ Google Maps จะครอบคลุมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า เช่น เส้นทางรถติดเรียลไทม์ รายละเอียดสถานที่ ซึ่งจากการลองกดดู Trip Planner ใน GRAB คร่าวๆ นั้นยังไม่แสดงรายละเอียดที่ชัดเจนเท่า แต่เสนอรายละเอียดการเดินทางด้วยรถสาธารณะมาให้ค่อนข้างครอบคลุม และกดเรียก GRAB ได้จากในฟีเจอร์เลยไม่ต้องกดออกจากหน้าเดิม

No Description

ฟีเจอร์ Trip Planner เริ่มเปิดตัวที่จาร์กาตา อินโดนีเซียก่อนในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และค่อยมาเปิดตัวที่กรุงเทพฯ สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์

Topics: 

Elon Musk ประกาศแท็กซี่ไร้คนขับ Tesla ต้นทุนกิโลเมตรละไม่ถึง 3.6 บาท ทำกำไรคันละเกือบล้านต่อปี ปีหน้ามีรถในระบบล้านคัน

Elon Musk ประกาศในงาน Tesla Autonomy Day เตรียมให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับ (robo-taxi) ภายในอีก 1 ปี ถึง 1 ปี 3 เดือนข้างหน้า โดยจะมีรถติดตั้งคอมพิวเตอร์สำหรับระบบขับขี่อัตโนมัติถึงล้านคัน และทุกคันสามารถเข้ามาให้บริการแท็กซี่ได้ผ่านแอป Tesla เอง

Musk ระบุว่าต้นทุนของรถ Tesla อยู่ที่ 3.6 บาทต่อกิโลเมตร (0.18 ดอลลาร์ต่อไมล์) เมื่อคิดอายุใช้งานรถ 11 ปีที่ 1,600,000 กิโลเมตร และรถสามารถวิ่งได้ถึง 144,840 กิโลเมตรต่อปี (16 ชั่วโมงต่อวัน ที่ความเร็ว 16 ไมล์ต่อชั่วโมง) เขาไม่ได้ระบุว่าราคาค่าเรียกรถต่อกิโลเมตรเป็นเท่าใด เพราะต้องมีค่าธรรมเนียมเครือข่ายอีก แต่ระบุว่าเฉลี่ยแล้วเจ้าของรถจะกำไรปีละ 30,000 ดอลลาร์หรือประมาณ 930,000 บาท

Tesla มีประวัติมาการสัญญาไม่เป็นสัญญามาแล้วหลายครั้ง เช่น เมื่อเปิดตัว Tesla 3 เคยระบุว่าจะทำราคาได้เพียง 35,000 ดอลลาร์ แต่เอาเข้าจริงกลับขายได้เพียงเวลาสั้นๆ หลังจากที่สัญญาไว้สามปี แล้วเลิกขายไป รอบนี้กำหนดของ Elon Musk คือบริษัทจะสามารถทำให้รถวิ่งโดยไม่มีคนขับได้ภายในสิ้นปีนี้ อย่างน้อยในเขตเมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกและนิวยอร์ค

ที่มา – Engadget

No Description

[Dota 2] สรุปผล OpenAI Five Arena: เอาชนะมนุษย์ได้ 99.4%

หลังจากเปิดให้คนทั่วไปได้เข้ามาประลองฝีมือกับ OpenAI Five AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับการเล่น Dota 2 เป็นเวลา 4 วันเต็ม ล่าสุด OpenAI Five Arena ได้จบลงอย่างเป็นทางการแล้ว โดยฝั่ง OpenAI Five สามารถเอาชนะมนุษย์ไปได้ด้วยอัตราส่วน 99.4%

ผลการแข่งขันของOpenAI Five แข่งกับมนุษย์นั้น AI สามารถชนะไปได้ 7,215 เกม แพ้ 42 เกม โดยมีผู้เล่นเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 15,019 คน โดยมีผู้เล่นเพียงแค่ 4 ทีมเท่านั้นที่ชนะได้ 2 ครั้ง และมีเพียง 3 ทีมที่ชนะได้ 3 ครั้งขึ้นไป โดยทีม ainodehna สามารถเอาชนะไปได้ถึง 10 ครั้ง ส่วนทีมรวมผู้เล่นไทยที่ทำผลงานได้ดีที่สุดคือ ทีม 0a99136214f24c09 ชนะไปทั้งสิ้น 3 ครั้ง

ส่วนในโหมดการเล่นแบบร่วมทีมกับ OpenAI Five มีการเล่นเกิดขึ้นทั้งหมด 35,446 เกม มีผู้เล่นเข้าร่วมทั้งหมด 18,689 คน

OpenAI Five ใช้เวลาแข่งขันกับมนุษย์ทั้งหมดรวมเป็นเวลา 10.7 ปี เทียบเท่ากับการเล่นกับตัวเองเป็นเวลา 12 นาที และการถ่ายทอดสดผ่าน Twitch มีผู้ชมรวมทั้งสิ้น 486,000 คนและใช้เวลารับชมเฉลี่ยอยู่ที่ 7 นาที

alt="a"

ที่มา: OpenAI Five Arena, VentureBeat

Tesla ปล่อยวิดีโอสาธิตฟีเจอร์ขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบในรถ Tesla Model 3

ในงาน Tesla Autonomy Day วันนี้ หลังจาก Tesla เปิดตัวคอมพิวเตอร์ Full Self-Driving (FSD) สำหรับรองรับการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ บริษัทได้เปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีโอกาสทดลองนั่งรถที่เปิดใช้ระบบดังกล่าวด้วย และได้ปล่อยวิดีโอสาธิตออกมาให้ได้ชมกัน

จากวิดีโอ Tesla ได้สาธิตให้รถวิ่งไปตามไฮเวย์และถนนในเมือง โดยรถได้แล่นไปเองโดยที่คนไม่ต้องจับพวงมาลัย ซึ่งรถสามารถขึ้นไฮเวย์ได้เอง และ merge เข้ากับทางหลัก รวมถึงเข้าสี่แยก, เปิดไฟเลี้ยวเอง, อ่านป้าย “หยุด” ก่อนจะเลี้ยวรถ และเดินทางถึงจุดหมายในที่สุด

ส่วนหน้าจอในรถจะไฮไลต์สีน้ำเงินบนเส้นทางที่ได้กำหนดไว้ อีกทั้งเมื่อมาถึงแยกก็มีรูปเรนเดอร์แยกนั้นแสดงขึ้นมาบนหน้าจอด้วย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกราฟิกแบบนี้

ดูวิดีโอได้ท้ายข่าว

ที่มา – Electrek

Sprint ยุติข้อพิพาทกับ AT&T หลังยื่นฟ้องเรื่องโลโก้ 5G E ทั้งๆ ที่เป็นแค่ LTE

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ Sprint ได้ยื่นฟ้อง AT&T ฐานใช้โลโก้ 5G E ทำตลาดทั้งที่เทคโนโลยีเป็นแค่ LTE ล่าสุด Dallas Business Journal รายงานว่าคดีความและข้อพิพาทระหว่างสองบริษัทได้ข้อยุติแล้ว โดยโฆษกของทั้งสองบริษัทได้ยืนยันตรงกันในเรื่องนี้ว่า ข้อพิพาทเรื่องนี้ยุติลงกันฉันมิตร

อย่างไรก็ตามไม่มีรายละเอียดว่าในข้อตกลงระหว่าง AT&T และ Sprint ที่ทำให้ข้อพิพาทนี้ยุติลงคืออะไร อย่างไรก็ตาม AT&T ยังคงจะใช้งานโลโก้ 5G E บนเครือข่าย LTE ต่อไปเช่นเดิม จึงอาจเป็นไปได้ว่า AT&T จ่ายเงินค่าเสียหายให้ Sprint

ที่มา – Bizjournal

No Description

Topics: