Fitbit จับมือกูเกิล ใช้บริการ Cloud Healthcare API เชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพ

Fitbit ประกาศความร่วมมือกับกูเกิลด้านการเก็บข้อมูลสุขภาพ โดย Fitbit จะใช้บริการ Cloud Healthcare API ของกูเกิลเพื่อเชื่อมข้อมูลจากอุปกรณ์ของตัวเอง เข้ากับข้อมูลด้านสุขภาพชนิดอื่นๆ เช่น ประวัติคนไข้อิเล็กทรอนิกส์ (electronic medical records – EMR)

James Park ซีอีโอของ Fitbit ระบุว่าเป้าหมายของบริษัทในทศวรรษที่สอง (Fitbit ก่อตั้งในปี 2007) คือต่อยอดจากภารกิจในทศวรรษแรกที่ต้องการสร้างอุปกรณ์แบบสวมใส่ แผนขั้นถัดไปของบริษัทคือขยายฐานลูกค้าทั่วโลกให้มากขึ้น และเพิ่มเติมบริการด้านสุขภาพแก่ผู้ใช้ของเรา

Fitbit ยังจะย้ายระบบไอทีของตัวเองไปอยู่บน Google Cloud Platform ด้วยเช่นกัน

ที่มา – Fitbit

No Description

Uber ปรับนโยบายการจ่ายรางวัลรายงานช่องโหว่ ไม่จ่ายการเรียกค่าไถ่แล้ว

Uber ประกาศอัพเดตนโยบายการจ่ายรางวัลจากการรายงานช่องโหว่ใหม่ โดยระบุว่าจะมีแนวทางชัดเจนขึ้นว่าการรายงานอย่างตั้งใจดีนั้นเป็นอย่างไร พร้อมกับเพิ่มข้อความระบุชัดว่าจะไม่ดำเนินการทางกฎหมาย หรือแนะนำให้คนอื่นดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้รายงาน หากมีหน่วยงานอื่นดำเนินคดีกับผู้รายงานก็จะแจ้งด้วย ว่าผู้รายงานได้ปฎิบัติตามแนวทางที่ดีแล้ว

ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานว่า Uber ใช้ช่องทางการจ่ายรางวัลสำหรับการรายงานช่องโหว่ไปสำหรับการจ่ายเงินค่าไถ่เมื่อแฮกเกอร์ได้ข้อมูลไป

ประกาศอัพเดตนี้ยังระบุด้วยว่าตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Uber แก้ไขช่องโหว่ไปแล้วกว่า 200 จุด รวมเงินรางวัล 290,000 ดอลลาร์ และตลอดอายุโครงการจ่ายไปแล้วถึง 1.4 ล้านดอลลาร์

ที่มา – Medium: Uber Security

No Description

Topics: 

เจ้าของรถ Tesla โดนแบนไม่ให้ขับรถ 18 เดือน หลังเปิด Autopilot แล้วย้ายไปนั่งข้างคนขับ

SAE International ได้จำแนกระดับของการขับอัตโนมัติในรถยนต์ไว้ 6 ระดับ เริ่มที่ระดับ 0 คือรถยนต์ทั่วไป ไม่มีระบบช่วยเหลือใดๆ และระดับ 5 คือขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ที่ขับได้ทุกสถานการณ์แบบเดียวกับที่มนุษย์ขับได้

ระบบ Autopilot ของ Tesla ถูกจัดให้อยู่ในระดับ 2 คือ “อัตโนมัติบางส่วน” รถสามารถเลี้ยวเองได้, เร่งและเบรกเองได้ แต่ผู้ขับยังต้องตื่นตัวและพร้อมควบคุมรถตลอดเวลา ซึ่ง Tesla ก็ขึ้นข้อความเตือนผู้ใช้รถเสมอว่าให้จับพวงมาลัยตลอดเวลาที่ใช้ Autopilot แต่เราก็เห็นคนทำผิดกันอยู่เรื่อยๆ

ล่าสุดมีชายชาวอังกฤษถูกจับและต้องโทษแบนไม่ให้ขับรถเป็นเวลานานถึง 18 เดือน เพราะมีคนถ่ายคลิปเขานั่งอยู่ในรถ Tesla Model S 60 ในเบาะข้างคนขับ แต่กลับไม่มีคนขับนั่งอยู่

ตำรวจมณฑล Hertfordshire รายงานว่า Bhavesh Patel ผู้ต้องหารายนี้เปิดโหมด Autopilot แล้วย้ายไปนั่งเบาะข้างคนขับ และปล่อยให้รถขับไปเองบนทางหลวงด้วยความเร็วราว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ตำรวจระบุว่านี่เป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบอย่างยิ่งและอาจจบลงด้วยโศกนาฏกรรม และบอกว่าเขาไม่ได้เสี่ยงแค่ชีวิตตัวเอง แต่เสี่ยงชีวิตผู้บริสุทธิ์ด้วย โดยเขาต้องรับโทษห้ามขับรถเป็นเวลา 18 เดือน, ทำงานชดใช้สังคมเป็นเวลา 100 ชั่วโมงแบบไม่ได้รับค่าตอบแทน, เข้ารับการปรับนิสัย 10 วัน และจ่ายค่าดำเนินคดีเป็นเงิน 1,800 ปอนด์ หรือราว 78,000 บาท

ที่มา – Hertfordshire Constabulary via Engadget

No Description

พบเซลล์ไซต์ปลอมในสหรัฐจำนวนมาก เพื่อดักข้อความ, โทรศัพท์และตำแหน่งที่ตั้ง

สำนักข่าว AP รายงานว่า มีการค้นพบเซลล์ไซต์หรือเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือในกรุงวอชิงตันดีซี แบรนด์ Stingrays ซึ่งดักหมายเลข IMSI ของมือถือเครื่องที่เข้ามาเชื่อมต่อ ทำให้คนร้าย แฮกเกอร์หรือสปายต่างชาติสามารถดักข้อมูล ข้อความ, สายโทรเข้าโทรออก ไปจนถึงตำแหน่งที่ตั้งได้

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security) ยืนยันข่าวนี้ ซึ่งการค้นพบเซลล์ไซต์ปลอมถูกพูดถึงในหน่วยงานภาครัฐมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ก็เคยมีการค้นพบเซลล์ไซต์ปลอมในพื้นที่กรุงวอชิงตันดีซีมาก่อนแล้วเมื่อปี 2014

Aaron Turner ประธานบริษัท Integricell ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยของเครือข่ายมือถือและผู้ค้นพบเซลล์ไซต์ปลอมเมื่อปี 2014 ระบุว่าเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2014 จนวันนี้แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง กรุงวอชิงตันกำลังเผชิญกับปัญหเดียวกับที่เมืองหลวงในหลายประเทศกำลังเผชิญ

ที่มา – Naked Security

No Description

Topics: 

Messenger Kids แอพแชทสำหรับเด็กเพิ่มฟีเจอร์ Sleep Mode ห้ามเข้าใช้ในเวลานอน

Facebook Messenger Kids หรือแอพแชทที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพิ่งฟีเจอร์ควบคุมการใช้งานของลูกๆ เพิ่มเติม คือ sleep mode ผู้ปกครองตั้งค่าเวลาที่เด็กๆ สามารถเข้าใช้งานได้ เรียกได้ว่าอาจจะเป็นฟีเจอร์ที่เหล่าพ่อแม่รอคอยเลยทีเดียว

ในเวลาที่กำหนดไว้ว่าไม่ให้เข้าใช้งาน ก็จะใช้งานไม่ได้จริงๆ แม้จะมีข้อความหรือการโทรเข้ามาก็ตาม เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กๆ จะได้พักผ่อนในเวลานอน

No Description

ที่มา – Android Police

Tom’s Guide จัดอันดับแบรนด์แล็บท็อปยอดเยี่ยม: Lenovo เบอร์ 1 ส่วนแอปเปิลเบอร์ 7

Laptop Magazine เว็บไซต์ในเครือ Tome’s Guide เว็บรีวิวอุปกรณ์แก็ทเจ็ตต่างๆ ได้จัดอันดับแล็บท็อปยอดเยี่ยมประจำปี 2018 โดนอิงคะแนนจากคะแนนรีวิวรวมๆ ของแต่ละแบรนด์ การดีไซน์ การซัพพอร์ทและประกัน นวัตกรรมและความหลากหลายของแล็บท็อป

ปรากฎว่า Lenovo นำมาเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ที่ 86 คะแนน ตามมาด้วย HP ที่ 85 คะแนน, Dell ที่ 3 ที่ 82 คะแนน, ส่วน Acer และ ASUS ครองอันดับ 4 ร่วมกันที่ 81 คะแนน ส่วน 5 อันดับที่เหลือได้แก่ไมโครซอฟท์, แอปเปิล, Razer, MSI และซัมซุง

จุดเด่นของ Lenovo คือ ThinkPad ในสายองค์กร, ตัวเลือกรุ่นที่มากและนวัตกรรม ส่วนปัญหาเดียวที่ Lenovo มีคือการซัพพอร์ททางโทรศัพท์ ขณะที่แอปเปิลจุดเด่นมีแค่ซัพพอร์ทและ macOS ส่วนปัญหาคือตัว MacBook ไม่มีการปรับปรุงจากรุ่นเก่ามากนัก, ตัวเลือกน้อยและการเปลี่ยนพอร์ททั้งหมดมาเป็น Type-C

ดูรายละเอียดทั้งหมดได้จากที่มา

ที่มา – LaptopMag

alt="aHR0cDovL3d3dy5sYXB0b3BtYWcuY29tL2ltYWdlcy93cC9wdXJjaC1hcGkvaW5jb250ZW50LzIwMTgvMDQvTFRQX0JXQl8yMDE4LW1haW4tY2hhcnRfNjc1Mi5qcGc="

Topics: 

โสดแต่ไม่มีเวลา ก็สามารถจ้างให้คนอื่นเล่น Tinder แทนได้

บริษัท ViDA (Virtual Dating Assistants) คือบริษัทรับจ้างเล่นแอพนัดเดทหาคู่ให้ผู้ใช้ ผู้ใช้ทั่วโลกจะจ้างให้บริษัทนี้จัดหาคนมาเล่นแทนให้

เฉพาะ Tinder สามารถสร้างตัวเลข match ได้มากกว่า 12 ล้านครั้งต่อวัน อย่างไรก็ตามปัญหาข่มขู่คุกคามในแพลตฟอร์มก็มีสูงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงการถูกปฏิเสธ ไม่สานต่อความสัมพันธ์ก็เช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีบริการตัวแทนเล่นให้เพื่อให้ตัวเองยังไม่เสียสติ

คุณสมบัติที่ ViDA ต้องการคือ ความสามารถในการเกลี้ยกล่อมคนแปลกหน้า โดยบริษัทจะมีชุดคำพูดหรือคำสั่งให้ นอกจากนี้คนที่ทำหน้าที่นี้จะต้องสามารถทำงานในสถานการณ์ที่อาจมีความคลุมเครือทางศีลธรรม งานมีสองประเภทคือ คนสร้างประวัติ หรือ Profile Writers ทำโปรไฟล์ให้ดูน่าสนใจและดึงดูดโดยที่ยังคงพื้นฐานข้อเท็จจริงของผู้ใช้เอาไว้ กับอีกส่วนงานคือ Closers คือคนที่จะล็อกอินเข้าบัญชีเพื่อทำการนัดเดทและสานสัมพันธ์

No Description
ภาพจาก Shutterstock

Scott Valdez ผู้ก่อตั้งบริษัท ViDA กล่าวว่าโปรไฟล์ลูกค้าทั่วไปมีแนวโน้มที่จะเป็นคนระหว่างวัยประมาณ 28 และ 52 โดยส่วนใหญ่อยู่ช่วงอายุ 30 และหนึ่งในสามเป็นผู้หญิง ลูกค้าแบ่งเป็นสองกลุ่มคือ มีเงินมากกว่าเวลา และกลุ่มที่เจอแต่ความผิดหวังมาเยอะจากแอพนัดเดท

ผลสำรวจเผยว่าคนที่ใช้แอพนัดเดท ใช้เวลากับแอพมากถึง 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่ง Valdez บอกว่าลูกค้าของเขาไม่มีเวลามากขนาดนี้แน่ ส่วนใหญ่ก้าวหน้าทางการงาน พวกเขาทำงาน ว่างก็ท่องเที่ยว พวกเขาจึงไม่มีเวลามาทำอะไรแบบนี้

อีกประเด็นที่ต้องพูดถึงคือ การใช้ตัวแทนเล่นแอพนัดเดทยังไม่มีกฎหมายรองรับ และเป็นหน้าที่ของแพลตฟอร์มแอพนัดเดทที่ต้องตรวจสอบบัญชีปลอม แต่ตามกฎหมายสหรัฐฯ แคนาดา อังกฤษ ตราบใดที่ผู้เล่นไม่ทำการคุกคาม ขู่กรรโชก การกระทำนอกเหนือจากนี้ก็ยังไม่ถือว่าผิดกฎ

ที่มา – Quartz

รถไฟใต้ดินปักกิ่งเริ่มให้บริการจ่ายค่าโดยสารด้วยคิวอาร์โค้ดผ่านแอพแล้ว

ประเทศจีนยังคงเดินหน้านำระบบจ่ายเงินมือถือด้วยคิวอาร์โค้ดให้ใช้งานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ล่าสุดคือที่ปักกิ่งเริ่มนำระบบจ่ายเงินด้วยคิวอาร์โค้ดบนมือถือมาให้บริการสำหรับขึ้นรถไฟใต้ดินแล้ว

วิธีใช้งานคือ ผู้โดยสารจะต้องดาวน์โหลดแอพ Yitongxing หรือ The Easy Pass ลงบนมือถือของตัวเองก่อน เมื่อจะเดินทางก็ต้องเปิดให้แอพสร้างคิวอาร์โค้ดสำหรับการสแกนเข้าเกทรถไฟฟ้า (ซึ่งจะตัดเงินผ่านบริการหลัก ๆ อย่าง Alipay หรือ WeChat Pay) โดยแอพนี้จะใช้ระบบ “เดินทางก่อน จ่ายทีหลัง” ซึ่งจะหักค่าเดินทางเมื่อออกจากสถานีเท่านั้น ลักษณะเดียวกับที่เปิดใช้ในเซี่ยงไฮ้, หางโจว และซีอาน ที่ได้เปิดตัวระบบคิวอาร์โค้ดจ่ายเงินบนรถไฟฟ้าไปก่อนแล้ว

นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่น The Easy Pass ยังมีการจูงใจผู้ใช้โดยลดราคาให้ผู้ถือบัตรเป็นประจำอีกด้วย คือเมื่อจ่ายเงิน 100 หยวนต่อเดือน เที่ยวถัด ๆ ไปจะลดราคา 20%, 150 หยวนลดเพิ่มเป็น 50% โดยส่วนลดนี้จะใช้ได้จนกว่าจะใช้จ่ายถึง 400 หยวน

ตอนนี้ระบบคิวอาร์โค้ดของรถไฟใต้ดินในปักกิ่งสามารถใช้งานกับรถไฟใต้ดินทุกสายที่วิ่งในเมืองปักกิ่งแล้วตั้งแต่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ยกเว้นสาย Xijiao

ที่มา – TechNode

No Description

ภาพ Luis Viso / Flickr (CC BY-NC-SA 2.0)

ซีทีโอ Facebook ให้การต่อสภาอังกฤษเรื่องข่าวปลอม,ข้อมูลหลุด แต่สภาไม่พอใจ เตรียมเรียกซีอีโอให้การต่อ

Mike Schroepfer ผู้ดำรงตำแหน่งซีทีโอของ Facebook เข้าให้การต่อสภาอังกฤษเรื่องข่าวปลอมและข้อมูลหลุด ผลปรากฏว่า สภาอังกฤษ ไม่พอใจในคำตอบที่ Schroepfer ที่มีให้ พร้อมระบุด้วยว่า เขาล้มเหลวในการให้คำตอบถึง 40 ประเด็น โดยทางสภาประกาศจะเรียก Mark Zuckerberg เข้ามาให้การต่อ

ตัวอย่างคำถามที่ Schroepfer ไม่สามารถให้คำตอบได้คือ

  • Facebook รู้ข้อมูลของ Cambridge Analytica มาก่อนที่จะให้การต่อคณะกรรมการในวันที่ 8 กุมภาพันธ์หรือไม่
  • มีเงินจำนวนเท่าไรที่ได้จากโฆษณาปลอม (dark ads) และมีคลังเก็บข้อมูลโฆษณาจำพวกนี้หรือไม่
  • จริงหรือไม่ที่แม้ผู้ใช้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว แต่ก็ไม่สามารถปิดกั้นการโฆษณาได้ทั้งหมด
  • มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์จำนวนเท่าใดในช่วงก่อนที่ Facebook จะทำการเปลี่ยนแปลงนโยบายในปี 2014 (ปิดการเข้าถึง API ของแอพภายนอก)
  • เหตุใด Facebook จึงย้ายข้อตกลงบัญชีผู้ใช้กว่าพันล้านรายจาก Facebook ไอร์แลนด์ มายัง Facebook Inc ก่อนที่ GDPR จะเริ่มใช้งานเพียงเดือนเดียว

ทางสภาอังกฤษยังระบุด้วยว่า แม้ Schroepfer จะดำรงตำแหน่งสูงอย่างซีทีโอ แต่ก็น่าผิดหวังที่เขาไม่สามารถให้คำตอบชัดเจนในบางประเด็นได้

No Description

ที่มา – Parliament.uk

หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ เริ่มโครงการพัฒนาอุปกรณ์พกพาเพื่อใช้ตรวจจับอาวุธเคมี

ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งในประเทศอังกฤษคือเกิดคดีฆาตกรรมอดีตสายลับรัสเซียผู้แปรพักตร์ การลอบสังหารทำโดยการใช้ยาพิษที่ออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาท ผลจากการโจมตีไม่เพียงแต่จะจบชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของรัสเซียพร้อมลูกสาวของเขา แต่ผู้คนในละแวกใกล้เคียงเกือบ 40 ราย ต่างก็โดนหางเลขจนเกิดอาการเจ็บป่วยไปด้วย ยังไม่นับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่โดนสารพิษและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอีก 3 ราย

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่กล่าวมา สะท้อนถึงความอันตรายที่เจ้าหน้าที่ภาคสนามต้องเผชิญในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธเคมีเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้หน่วยงานวิจัย IARPA ของสำนักงานสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกา จึงได้ริเริ่มโครงการพัฒนาอุปกรณ์พกพาเพื่อใช้ตรวจสอบหาร่องรอยอาวุธเคมีจากระยะไกล เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามสามารถทำงานภายใต้สถานการณ์เสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอาวุธเคมีได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น

No Description

โครงการพัฒนาอุปกรณ์นี้มีชื่อว่า “SILMARILS” ย่อมาจาก “Standoff ILluminator for Measuring Absorbance and Reflectance Infrared Light Signatures” เป็นการตั้งชื่อเล่นคำกับชื่ออัญมนีชนิดหนึ่งในนวนิยายของ J. R. R. Tolkien ซึ่งจากชื่อของมันก็บ่งบอกอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นอินฟราเรดในการตรวจสอบสารเคมี

SILMARILS จะทำงานโดยการปล่อยคลื่นอินฟราเรดจากระยะ 5-30 เมตร ไปยังพื้นผิววัตถุที่ต้องการตรวจสอบ มันจะทำการตรวจสอบว่าพื้นผิวนั้นดูดกลืนหรือสะท้อนคลื่นอินฟราเรดอย่างไร จากนั้นก็จะทำการเปรียบเทียบรูปแบบการสะท้อนคลื่นอินฟราเรดนั้นกับฐานข้อมูลสารเคมีอันตรายราว 500 ชนิด ซึ่งจะมีทั้งข้อมูลของอาวุธเคมี, สารเสพติด, รวมถึงสารเคมีที่ใช้ทำวัตถุระเบิดต่างๆ

เทคโนโลยีการสแกนด้วยคลื่นแสงเพื่อตรวจสอบสารเคมีบนพื้นผิววัตถุต่างๆ เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่อุปกรณ์ตรวจสอบที่มีใช้งานเท่าที่ผ่านมาซึ่งเรียกว่า “Raman spectroscopy” นั้น ต้องยิงเลเซอร์กำลังงานสูงออกไปเพื่อสแกนพื้นผิวเป้าหมาย ปัญหาของการใช้งานอุปกรณ์นี้คือมันอาจทำให้ผู้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้รับอันตรายจากลำแสงเลเซอร์กำลังงานสูงนั้นได้ SILMARILS จึงถูกพัฒนาขึ้นมาโดยการใช้คลื่นอินฟราเรดแทน กำลังงานของคลื่นอินฟราเรดที่ว่านี้จะไม่เป็นอันตรายไปกว่าเครื่องสแกนบาร์โค้ดในร้านค้า

ในขณะนี้ IARPA ได้รับความร่วมมือจากบริษัทเอกชน 3 รายมาช่วยกันพัฒนาสร้าง SILMARILS ซึ่งประกอบไปด้วย Leidos, Block MEMS และ Spectrum Photonics โดยแต่ละทีมต่างก็มีผู้เชี่ยวชาญและทีมวิศวกรเพื่องานพัฒนาของตนเองแข่งขันกันทำผลงาน

No Descriptionตัวอย่างตัวยิงลำแสงที่พัฒนาโดย Block MEMS ซึ่งอาจนำมาปรับใช้กับการพัฒนาโครงการ SILMARILS ได้

ถึงจุดนี้ทั้ง 3 บริษัทต่างมีเทคโนโลยีพร้อมสำหรับส่วนระบบการยิงแสงอินฟราเรดแล้ว แต่โจทย์ที่ยากที่สุดที่ต่างฝ่ายต่างกำลังขะมักเขม้นคิดค้นวิธีแก้ปัญหาคือระบบประมวลผลตีความสัญญาณที่สะท้อนกลับมายังอุปกรณ์

การประมวลผลและแปลผลสัญญาณที่สะท้อนมาจากพื้นผิววัตถุเป้าหมายนั้นยาก เพราะสัญญาณสะท้อนที่ได้อาจมีความชัดเจนมากหรือน้อยต่างกันไปตามปริมาณสารเคมีในสถานที่จริง หากทีมพัฒนาของ 3 บริษัทสามารถก้าวข้ามโจทย์ข้อนี้ไปได้ ก็เชื่อว่าโครงการ SILMARILS ก็น่าจะบรรลุผลสำเร็จได้เป็นอุปกรณ์เพื่อใช้งานจริงภายในปี 2021 ตามแผน

ที่มา – IEEE Spectrum

Topics: